Inakadate Rice Paddy Art มหัศจรรย์ศิลปะบนผืนนา

ถ้าบอกว่ามีภาพวาดขนาดใหญ่ยักษ์กว้างนับร้อยเมตร ที่ไม่ได้ใช้น้ำสีระบาย แต่ใช้ "ต้นข้าวที่มีชีวิต" ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นรูปภาพ หลายคนอาจจะไม่เชื่อ แต่ที่ หมู่บ้านอินาคาดาเตะ (Inakadate Village) ในจังหวัดอาโอโมริ เขาทำสิ่งนี้สำเร็จและทำมาอย่างต่อเนื่องจนโด่งดังไปทั่วโลก
จุดเริ่มต้นศิลปะเพื่อการกู้ชีพหมู่บ้าน ความจริงทางประวัติศาสตร์ระบุว่า หมู่บ้านอินาคาดาเตะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์การปลูกข้าวมายาวนานกว่า 2,000 ปี แต่เมื่อเวลาผ่านไป หมู่บ้านเริ่มประสบปัญหาหนี้สินและประชากรลดลงจากสังคมผู้สูงอายุ ปี 1993 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวเมืองจึงเกิดไอเดียอยากหาทางดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร จึงเริ่มลองปลูกข้าวสลับสีกันเป็นรูป "ภูเขาอิวากิ" แบบง่ายๆ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นั้น ปัจจุบันงานนี้เติบโตจนกลายเป็นมหกรรมใหญ่ที่ดึงดูดผู้คนมากกว่า 2-3 แสนคนต่อปีเลยทีเดียว
ความลับเบื้องหลังความเนียน "ทัศนียภาพแบบหลอกตา" (Perspective)
หลายคนสงสัยว่า เวลาเรามองภาพจากบนหอคอยชมวิว ทำไมสัดส่วนของรูปคนหรือรูปสัตว์ถึงได้สมส่วนเป๊ะๆ ราวกับภาพวาดบนกระดาษ ทั้งๆ ที่เรามองจากมุมเฉียง ความจริงคือ ก่อนจะลงมือปลูก ทีมงานจะใช้คอมพิวเตอร์คำนวณและออกแบบภาพด้วยเทคนิค Anamorphosis (การวาดภาพบิดเบี้ยวเพื่อความสมจริงเมื่อมองจากมุมเฉพาะ) ถ้าเราไปเดินอยู่บนคันนา จะเห็นว่าต้นข้าวถูกปลูกอย่างบิดเบี้ยว ยืดตลอกและดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่พอเราขึ้นไปมองจาก ห้องชมวิวบนศาลากลางหมู่บ้าน (Observation Deck) สัดส่วนทุกอย่างจะถูก "บีบและดึง" ด้วยระยะสายตาจนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบพอดิบพอดี
สีสันจากธรรมชาติ ไม่ใช่การพ่นสี แต่ใช้สายพันธุ์ข้าว ภาพที่เห็นมีมิติ ลึกตื้น มีแสงเงา ไม่ได้เกิดจากการแต่งแต้มสารเคมี แต่เกิดจากการเลือกใช้ สายพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกันถึง 7 สี 11 สายพันธุ์
สีเขียว: ใช้ข้าวพื้นเมืองรสชาติดีของอาโอโมริ (เช่น Tsugaru Roman)
สีม่วง/ดำ: ข้าวสายพันธุ์โบราณ (Kodaimai)
สีขาว, เหลือง, ส้ม, แดง: ข้าวสายพันธุ์ดัดแปลงเพื่อการตกแต่งที่ใบจะเปลี่ยนสีตามฤดูกาล
เกษตรกรและอาสาสมัครในหมู่บ้านนับร้อยคน จะต้องมาช่วยกันจับเคียวและดำนาทีละต้นตามจุดที่ปักหมุดไว้ด้วยความละเอียดระดับมิลลิเมตร
เปลี่ยนธีมทุกปี จากตำนานญี่ปุ่นสู่ป็อปคัลเจอร์โลกเสน่ห์ที่ทำให้คนต้องกลับมาดูทุกปีคือ "ธีมงาน" ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่จะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและป็อปคัลเจอร์ร่วมสมัย เช่น
ภาพนักรบซามูไรโบราณ และภาพพระโพธิสัตว์
ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดัง เช่น Star Wars, Gone with the Wind
อนิเมะและคาแรกเตอร์ญี่ปุ่น เช่น Godzilla, Evangelion หรือ Naruto
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมงานศิลปะบนนาข้าวนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่จะเปลี่ยนไปตามวงจรชีวิตของต้นข้าว
กลางมิถุนายน - กรกฎาคม: เป็นช่วงที่ต้นข้าวโตเต็มที่และใบมีสีสันสดใส ชัดเจนที่สุด (Peak Season)
สิงหาคม: สีสันจะเริ่มเข้มขึ้น มีความขรึมและมีมิติของแสงเงามากขึ้น
กันยายน: ต้นข้าวจะเริ่มออกรวงและเปลี่ยนเป็น "สีทอง" ก่อนที่จะมีพิธีเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม
สถานที่จัดงาน: ปัจจุบันมี 2 จุดหลัก (Phase 1 และ Phase 2)
จุดที่ 1: ศาลากลางหมู่บ้านอินาคาดาเตะ (Inakadate Village Office) - มักจัดแสดงภาพพอร์ตเทรตหรือภาพบุคคลขนาดใหญ่
จุดที่ 2: สถานีริมทางแวะพักรถ (Michi-no-Eki Inakadate) - จัดแสดงภาพสเกลใหญ่และศิลปะจากก้อนหิน (Stone Art)
การเดินทาง นั่งรถไฟสาย Konan Railway จากสถานี Hirosaki มาลงที่สถานี Tanboart Station (สถานีนี้จะเปิดให้บริการเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีนาข้าวเท่านั้น เดินต่ออีกนิดก็ถึงจุดที่ 2 เลย)


