โอโซเรซัง ประตูสู่ปรโลก... 1 ใน 3 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในญี่ปุ่น

ในคาบสมุทรชิโมคิตะ (Shimokita Peninsula) ทางตอนเหนือสุดของอาโอโมริ มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเป็น "ทางเข้าสู่โลกหน้า" ที่นั่นคือ โอโซเรซัง (Osorezan) ซึ่งถูกจัดให้เป็น 1 ใน 3 สถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น ร่วมกับเขาโคยะ และเขาฮิเอ
แม้จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ โอโซเรซังคือ ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (Active Volcano) พื้นที่รอบๆ เต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันแรงฟุ้งกระจาย มีควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของหินทัฟฟ์สีเทาหม่น ทำให้พืชพรรณแทบจะเติบโตไม่ได้
ทะเลสาบอุโซริ (Lake Usori) ทะเลสาบสีฟ้าครามกลางปล่องภูเขาไฟที่ดูสวยงาม แต่ความจริงคือน้ำมีความเป็นกรดสูงมากจนมีปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อาศัยอยู่ได้ บรรยากาศที่นี่จึงเงียบสงัดจนน่าเกรงขาม
ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสภาพภูมิประเทศที่นี่ตรงกับคำบรรยายเรื่อง "นรกและสวรรค์" ในพุทธศาสนา
แม่น้ำซันสึ (Sanzu River) มีสะพานสีแดงทอดข้ามแม่น้ำที่ไหลเข้าสู่ทะเลสาบ เชื่อกันว่าเป็นแม่น้ำสายเดียวกับ "แม่น้ำสติกซ์" ในตำนานตะวันตก คือจุดที่วิญญาณต้องข้ามเพื่อไปสู่ภพภูมิหน้า
หุบเขานรก (Jigoku) บริเวณที่มีควันกำมะถันพุ่งขึ้นมา เปรียบเสมือนภาพจำลองของนรก
หาดสวรรค์ (Gokuraku-hama) บริเวณชายหาดริมทะเลสาบที่มีทรายสีขาวสะอาดตา ตัดกับน้ำสีฟ้าใส สื่อถึงดินแดนแห่งความสุขหรือนิพพาน
หากใครได้ไปเยือน จะเห็นกังหันลมกระดาษหลากสีปักอยู่ทั่วไปท่ามกลางกองหินเล็กๆ ที่ผู้คนนำมาเรียงซ้อนกัน นี่คือสัญลักษณ์แห่งความรักและอาลัย กองหินเหล่านี้เรียกว่า "Sai no Kawara" มาจากตำนานที่ว่าเด็กที่เสียชีวิตก่อนพ่อแม่จะต้องไปเรียงหินที่ริมแม่น้ำในปรโลกเพื่อสร้างกุศล พ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อช่วยลูกเรียงหินและปักกังหันลมเพื่อนำทางวิญญาณเด็กๆ
อิตาโกะ (Itako) ร่างทรงที่สื่อสารกับผู้วายชนม์ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของโอโซเรซังคือ "อิตาโกะ"
ความจริงอิตาโกะคือหญิงตาบอดที่ผ่านการฝึกฝนทางจิตอย่างหนักตามความเชื่อโบราณ พวกเขาจะทำหน้าที่เป็น "ร่างทรง" เพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณมาพูดคุยกับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่
ในช่วงเทศกาล Osorezan Taisai (ปลายเดือนกรกฎาคม) ผู้คนนับพันจะเข้าแถวรอเพื่อปรึกษาหรือฟังข้อความสุดท้ายจากคนที่พวกเขารักที่จากไปแล้ว
ช่วงเวลาเปิด โอโซเรซังจะเปิดให้เข้าชมเพียงปีละ 6 เดือนเท่านั้น (1 พฤษภาคม - ตุลาคม) เพราะในช่วงฤดูหนาวหิมะจะตกหนักและอากาศรุนแรงจนเส้นทางถูกปิด
การเดินทาง นั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Shimokita จากนั้นต่อรถบัสไปอีกประมาณ 45 นาที


